วิธีเลือกไม้แบบพลาสติกให้คุ้ม ต้องพิจารณาอะไรบ้าง?
วิธีเลือกไม้แบบพลาสติกให้คุ้มค่าที่สุด เช็ก 4 เรื่องก่อนซื้อ ทั้งขนาด จำนวนใช้ซ้ำ อุปกรณ์เสริม และค่าแรงติดตั้ง
พร้อมสูตรคำนวณต้นทุนต่อรอบ โดยทีมงาน SON OF WOOD
ไม้แบบพลาสติก คือแบบหล่อคอนกรีตที่ผลิตจากพลาสติกคุณภาพสูง ออกแบบมาใช้แทนไม้แบบไม้จริงและไม้แบบเหล็กในงานเทเสา คาน ตอม่อ และพื้น จุดเด่นคือ น้ำหนักเบา ไม่ผุ ไม่บวมน้ำ ทนแดดทนฝน และนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายรอบ แต่การเลือกไม้แบบพลาสติกให้คุ้มค่าที่สุด ไม่ได้ดูแค่ราคาต่อแผ่น ต้องพิจารณาต้นทุนรวมตลอดโครงการด้วย เพราะ “ราคาถูกตอนซื้อ” ไม่ได้แปลว่า “ต้นทุนถูกตอนจบงาน”
ทำไม “ราคาถูกตอนซื้อ” ไม่ได้แปลว่า “ต้นทุนถูกตอนจบงาน” ผู้รับเหมาหลายคนเลือกไม้แบบจากราคาต่อแผ่นเป็นหลัก แต่ต้นทุนจริงของงานไม่ได้มีแค่ค่าวัสดุ ยังมีค่าอุปกรณ์ ค่าแรง ระยะเวลาติดตั้ง ความเสียหาย และโอกาสนำกลับมาใช้ซ้ำ ก่อนตัดสินใจซื้อไม้แบบพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นแบบเสา แบบคาน แบบตอม่อ หรือแบบเทพื้น ควรตรวจสอบ 4 เรื่องนี้ให้ครบ
สรุป 4 เรื่องที่ต้องดูก่อนเลือกไม้แบบพลาสติก
1. เลือกตามประเภทและขนาดโครงสร้าง
เริ่มจากตรวจสอบแบบก่อสร้างให้ชัดเจนว่า ต้องใช้ไม้แบบกับโครงสร้างประเภทใด มีขนาดเท่าไร และมีจำนวนกี่จุด ข้อมูลที่ควรเตรียม ได้แก่
- หน้ากว้างและความลึกของเสา คาน หรือตอม่อ
- ความสูงของเสาและตอม่อ
- ความยาวและความลึกของคาน
- ความหนาและพื้นที่ของพื้นคอนกรีต
- จำนวนโครงสร้างแต่ละขนาด
- ลำดับและความสูงในการเทคอนกรีต
การเลือกแผ่นที่ตรงกับขนาดงานจะช่วยลดการตัด การต่อแบบ และการใช้วัสดุเสริมโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังช่วยให้ติดตั้งได้เร็วและควบคุมขนาดคอนกรีตได้ง่ายขึ้น
| ประเภทงาน | สิ่งที่ต้องวัด/ตรวจสอบ | จุดที่ผู้รับเหมาพลาดบ่อย |
|---|---|---|
| แบบเสา | หน้าตัด, ความสูง, จำนวนเสา, “ขนาดต้ำเห็น”* | ซื้อขนาดไม่ตรงหน้างานจริง ต้องตัดและเพิ่มงาน |
| แบบคาน/ท้องคาน | ความยาวแต่ละช่วง, แบบแปลนร่างคาน–ท้องคาน | ไม่แยกแบบร่างท้องคาน ทำให้สั่งซื้อผิดจำนวน |
| แบบตอม่อ | ขนาด, ความสูง, “รวมปลั๊กให้เหมาะกับแรงดันคอนกรีต”* | ใช้ระบบผิดเต็มที่ไม่พอกับแรงดันคอนกรีตจุดใหม่* |
| แบบแผ่นพื้น | พื้นที่, ความหนาพื้น, แนวคาน, ระบบรองรับด้านล่าง | ประเมินขาด คำนวณจำนวนไม่เหมาะ ทำให้พื้นแอ่นตัว* |
เลือกขนาดให้ตรงตั้งแต่ต้น ช่วยลดของเหลือ ลดการแก้แบบ และลดโอกาสซื้อผิด
2. คำนวณจำนวนรอบและจำนวนโครงการที่จะใช้งาน
ความคุ้มของไม้แบบไม่ควรวัดจากราคาซื้อครั้งแรกเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูว่าแผ่นนั้นสามารถนำกลับมาใช้กับงานเดิมและงานต่อไปได้กี่ครั้ง
สูตรคำนวณต้นทุนต่อรอบ
ต้นทุนต่อครั้ง = ราคาซื้อรวม ÷ จำนวนครั้งที่นำกลับมาใช้จริง
ตัวอย่าง: ซื้อไม้แบบพลาสติกในราคา 10,000 บาท
| จำนวนครั้งที่ใช้ซ้ำ | ต้นทุนต่อครั้ง |
|---|---|
| 5 ครั้ง | 2,000 บาท/ครั้ง |
| 20 ครั้ง | 500 บาท/ครั้ง |
| 50 ครั้ง | 200 บาท/ครั้ง |
ยิ่งนำกลับมาใช้ได้มาก ต้นทุนเฉลี่ยต่อครั้งก็ยิ่งลดลง แต่จำนวนครั้งที่ใช้ได้จริงยังขึ้นอยู่กับ
- การติดตั้งและรื้อถอนอย่างถูกวิธี
- การไม่ทุบ งัด หรือโยนจนแผ่นเสียหาย
- การทำความสะอาดหลังใช้งาน
- การจัดเก็บให้เรียบร้อย
- การเลือกขนาดที่สามารถใช้กับงานต่อไปได้
- แผนหมุนเวียนแบบภายในโครงการ
หากโครงการมีเสาขนาดเดียวกัน 20 ต้น ไม่จำเป็นต้องซื้อครบ 20 ชุดเสมอไป หากแบ่งเทเป็นรอบได้ อาจซื้อเพียงจำนวนที่เหมาะสมแล้วหมุนเวียนไปใช้ในรอบถัดไป
สำหรับผู้รับเหมาที่มีงานต่อเนื่อง การเลือกขนาดมาตรฐานที่พบได้บ่อย จะช่วยให้นำไปใช้กับหลายโครงการได้ง่ายกว่า และคืนทุนได้เร็วขึ้น
อย่าถามแค่ว่า “แผ่นละเท่าไร” แต่ควรถามว่า “เมื่อใช้ครบทุกงานแล้ว ต้นทุนเหลือครั้งละเท่าไร”

3. ตรวจสอบอุปกรณ์รัดและระบบค้ำยันที่มีอยู่
ไม้แบบจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ต้องใช้งานร่วมกับระบบรัดและค้ำยันที่เหมาะสม ก่อนสั่งซื้อ ควรตรวจสอบว่าหน้างานมีอุปกรณ์อะไรอยู่แล้ว และสามารถใช้ร่วมกับชุดแบบใหม่ได้หรือไม่ เช่น
- เหล็กรัดแบบหรือแคลมป์
- เหล็กกล่องเสริมแนว
- ไทรอดและวิงนัท
- ค้ำยันเสา
- ค้ำยันคานและพื้น
- ไม้ประกอบและลิ่ม
- นั่งร้านและอุปกรณ์ติดตั้ง
- เครื่องมือสำหรับประกอบและรื้อถอน
หากมีอุปกรณ์เดิมที่ยังอยู่ในสภาพดีและใช้ร่วมกันได้ อาจเลือกซื้อเฉพาะแผ่นแบบ เพื่อลดงบประมาณเริ่มต้น แต่หากยังไม่มีอุปกรณ์ หรือทีมงานไม่แน่ใจว่าต้องใช้อะไรบ้าง การซื้อเป็นชุดพร้อมใช้งานอาจคุ้มกว่า เพราะช่วยลดปัญหาเหล่านี้
- ซื้อแผ่นมาแล้วติดตั้งไม่ได้
- อุปกรณ์ไม่ครบ ต้องเสียเวลาหาซื้อเพิ่ม
- ใช้อุปกรณ์ไม่ตรงรุ่นหรือไม่เหมาะกับงาน
- ระยะรัดไม่เพียงพอจนแบบเคลื่อนหรือโก่ง
- งานล่าช้าเพราะต้องแก้ไขหน้างาน
สำหรับงานที่มีขนาดใหญ่ เทสูง หรือมีแรงดันคอนกรีตมาก ควรพิจารณารุ่นเสริมความแข็งแรงและระบบรัดที่เหมาะสม ไม่ควรเลือกรุ่นจากราคาเพียงอย่างเดียว ส่วนระยะค้ำยันและระยะรัดต้องกำหนดให้เหมาะกับขนาดโครงสร้าง ความสูงในการเท อัตราการเท และสภาพหน้างาน โดยให้ผู้ควบคุมงานหรือวิศวกรตรวจสอบก่อนเทคอนกรีตเสมอ ประหยัดค่าแผ่น แต่ต้องซื้ออุปกรณ์เพิ่มภายหลัง อาจทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าชุดที่พร้อมใช้งานตั้งแต่แรก

4. ค่าแรง เวลา และความสะดวก
ต้นทุนที่ผู้รับเหมามักมองข้ามคือ “ค่าแรงและเวลา” ไม้แบบที่ราคาต่ำกว่า แต่ต้องใช้คนจำนวนมาก ใช้เวลาประกอบนาน หรือเสียเวลาซ่อมก่อนนำกลับมาใช้ อาจมีต้นทุนรวมสูงกว่าไม้แบบที่จัดการได้ง่าย สิ่งที่ควรนำมาคำนวณ ได้แก่
- ใช้ช่างกี่คนในการยกและติดตั้ง
- ใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อหนึ่งชุด
- ต้องใช้เครื่องจักรช่วยยกหรือไม่
- ใช้เวลารื้อถอนและทำความสะอาดเท่าไร
- สามารถย้ายไปติดตั้งจุดต่อไปได้เร็วแค่ไหน
- มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ่อยหรือไม่
- หากงานช้า จะกระทบกำหนดส่งงานหรือไม่
ไม้แบบพลาสติกมีน้ำหนักเบา ไม่ดูดซึมน้ำ และเคลื่อนย้ายได้สะดวก จึงช่วยให้ทีมช่างจัดการหน้างานได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะงานที่ต้องประกอบ รื้อ และหมุนเวียนหลายรอบ
สมมติว่าไม้แบบชนิดหนึ่งช่วยลดเวลาติดตั้งได้ 30 นาทีต่อจุด หากโครงการมี 50 จุด จะประหยัดเวลาสะสมได้ถึง 25 ชั่วโมง ซึ่งอาจช่วยลดทั้งค่าแรงและระยะเวลาก่อสร้าง
ดังนั้น การเปรียบเทียบต้นทุนควรคิดจาก
ราคาวัสดุ + ค่าอุปกรณ์ + ค่าแรง + เวลา + ค่าซ่อมแซม + ความเสียหาย แล้วจึงหักมูลค่าที่ได้จากการนำกลับมาใช้ซ้ำในโครงการต่อไป
วัสดุที่ติดตั้งง่าย รื้อไว และหมุนเวียนทัน อาจประหยัดกว่าของราคาถูกที่ทำให้งานช้า
ตารางเลือกรุ่นตามลักษณะงาน
| สถานการณ์ | รุ่นที่ควรพิจารณา | เหตุผล |
|---|---|---|
| งานขนาดมาตรฐาน ใช้แรงดันไม่สูง | พลาสติกล้วน | ประหยัดงบและน้ำหนักเบา |
| เสา คาน หรือตอม่อที่รับแรงดันมาก | พลาสติกเสริมเหล็ก | เพิ่มความแข็งแรงและควบคุมการโก่ง |
| ผู้รับเหมาที่ไม่มีอุปกรณ์เดิม | ชุดพร้อมใช้งาน | ลดเวลาจัดหาอุปกรณ์และติดตั้งง่าย |
| ร้านให้เช่าหรือใช้หลายโครงการ | รุ่นที่ทนต่อการใช้งานซ้ำ | ลดต้นทุนเฉลี่ยต่อรอบ |
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจซื้อไม้แบบพลาสติก ก่อนซื้อ ควรตอบให้ได้ครบว่า
- ขนาดตรงตามแบบก่อสร้างหรือไม่
- ซื้อจำนวนเท่าไรจึงหมุนเวียนได้ทัน
- จะนำไปใช้ซ้ำกับโครงการใดได้อีก
- มีอุปกรณ์และค้ำยันเพียงพอหรือไม่
- ทีมช่างติดตั้งและรื้อถอนได้สะดวกหรือไม่
- เมื่อรวมค่าแรงและเวลาแล้ว ยังประหยัดจริงหรือไม่
เพราะไม้แบบที่คุ้มที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นที่ราคาต่ำที่สุด แต่ต้องเป็นรุ่นที่ช่วยลด ต้นทุนรวมตลอดโครงการ ได้จริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม้แบบพลาสติกใช้งานได้กี่ครั้งก่อนต้องเปลี่ยน? ขึ้นอยู่กับคุณภาพวัสดุและวิธีการใช้งาน-จัดเก็บเป็นหลัก หากติดตั้ง รื้อถอน และจัดเก็บถูกวิธี ไม้แบบพลาสติกคุณภาพดีสามารถใช้ซ้ำได้หลายสิบถึงหลักร้อยรอบ แนะนำให้สอบถามจำนวนรอบการใช้งานจริงของรุ่นที่สนใจจากทีมงานก่อนสั่งซื้อ เพราะแต่ละความหนาและวัสดุให้อายุการใช้งานต่างกัน
ไม้แบบพลาสติกกับไม้แบบเหล็กต่างกันอย่างไร? ไม้แบบพลาสติกน้ำหนักเบากว่า ติดตั้ง-รื้อถอนง่ายกว่า ไม่เป็นสนิม เหมาะกับงานที่หมุนเวียนบ่อย ส่วนไม้แบบเหล็กแข็งแรงสูง เหมาะกับโครงสร้างขนาดใหญ่ที่รับแรงดันคอนกรีตมาก [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม: ไม้แบบพลาสติก vs ไม้แบบเหล็ก แบบไหนดี?]
ควรซื้อไม้แบบพลาสติกจำนวนเท่าไหร่ต่อโครงการ? ให้เริ่มจากแผนหมุนเวียนงาน เช่น หากมีเสาขนาดเดียวกัน 20 ต้น แต่เทเป็นรอบได้ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อครบ 20 ชุด ส่งแบบก่อสร้างและลำดับการเทให้ทีมงานช่วยประเมินจำนวนที่เหมาะสมได้ฟรี
ไม้แบบพลาสติกราคาเท่าไหร่? ราคาแตกต่างกันตามขนาด และรุ่น (พลาสติกล้วน รุ่นเสริมเหล็ก และรุ่นครบชุด) แนะนำให้ส่งแบบก่อสร้างหรือแจ้งขนาดงานเพื่อรับใบเสนอราคาที่ตรงกับงานจริง ส่งแบบที่นี่> คลิก!
SON OF WOOD ช่วยผู้รับเหมาเลือกไม้แบบพลาสติกให้เหมาะกับงบและงานได้อย่างไร
SON OF WOOD มีไม้แบบพลาสติกให้เลือกครบทั้ง
- แบบเสา
- แบบคานและแบบท้องคาน
- แบบตอม่อ
- แบบเทพื้น
พร้อมรุ่นพลาสติกล้วน รุ่นเสริมเหล็ก และชุดอุปกรณ์พร้อมใช้งาน
- ส่งแบบก่อสร้างหรือแจ้งขนาดงานให้ทีมงานช่วยประเมินได้
- ช่วยคำนวณจำนวนตามแผนหมุนเวียน
- จัดรายการและออกใบเสนอราคาฟรี
- พร้อมจัดส่งถึงหน้างาน
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการออกแบบแบบหล่อคอนกรีต ACI 347R
- ข้อกำหนดด้านการออกแบบและค้ำยันแบบหล่อ
- การตรวจสอบอุปกรณ์ค้ำยัน
- เกณฑ์กำลังคอนกรีตก่อนถอดแบบ
- ขนาดไม้แบบพลาสติกมาตรฐาน
- หลักการคำนวณแรงและออกแบบแบบหล่อ
ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกรุ่นไหน หรือซื้อกี่ชุดถึงจะคุ้ม? ทักหา SON OF WOOD ก่อนตัดสินใจ เราช่วยวางรายการให้เหมาะกับงานและงบประมาณของคุณ